ช่วง 2-3 ปีหลังนี้มีคนแนะนำให้กินอาหารตามกรุ๊ปเลือดหลายคน เค้าบอกว่าได้ยินมาว่าการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะช่วยสร้างสมดุลที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน ระบบย่อย ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มพละกำลัง แล้วก็ช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย (ประโยชน์ประการสุดท้ายนี่ซิน่าสนที่สุด..อิ..อิ..)
สาวน้อยฯ เกิดสงสัยขึ้นมาทันทีว่าการกินเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ดังที่ว่านี้เกี่ยวอะไรกับกรุ๊ปเลือดด้วยล่ะ???
แล้วก็ได้คำตอบจาก Dr. Peter J.D'Adamo ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ Eat Right for Your Type เค้าอธิบายว่าเลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน โดยจะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระมีคุณสมบัติเหนียว และจับเกาะติดเลือดเรียกว่า เล็คติน ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะสมกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน และสารโปรตีน (Antigen) ที่ฉาบอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงนี้เองที่เป็นตัวจำแนกกรุ๊ปเลือด
กรุ๊ปเลือดสามารถจำแนกได้หลายระบบซึ่งมากกว่า 20 ระบบ ระบบกรุ๊ปเลือดที่สำคัญที่ควรทราบได้แก่
กรุ๊ปเลือดระบบ ABO และระบบ Rh
# กรุ๊ปเลือดในระบบ ABO
จะมีสารโปรตีน (Antigen) เป็นตัวจำแนกกรุ๊ปเลือดคือ สารโปรตีน A (Antigen-A) และสารโปรตีน B (Antigen-B) เป็นตัวกำหนด ดังนี้
>> กรุ๊ปเลือด A คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน A (Antigen-A)
อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง และมี Antibody-B อยู่ในน้ำเหลือง
>> กรุ๊ปเลือด B คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน B (Antigen-B)
อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง และมี Antibody-A อยู่ในน้ำเหลือง
>> กรุ๊ปเลือด O คือ กรุ๊ปเลือดที่ไม่มีสารโปรตีน A (Antigen-A) และสารโปรตีน B(Antigen-B) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงแต่มี Antibody-A และ Antibody-B อยู่ในน้ำเหลือง
>> กรุ๊ปเลือด AB คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน A (Antigen-A) และสารโปรตีน B(Antigen-B) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ไม่มี Antibody-A และ Antibody-B อยู่ในน้ำเหลือง
# กรุ๊ปเลือดในระบบ Rh
จะมีสารโปรตีน (Antigen) ที่ฉาบอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเรียกว่า สารโปรตีน D (Antigen-D) เป็นตัวกำหนด ดังนี้
>> 1. กรุ๊ปเลือด Rh บวก (Rh positive) คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน D (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ในคนไทยมีกรุ๊ปเลือด Rh บวก ประมาณ 99.7 % ซึ่งกรุ๊ปเลือด Rh บวกนี้ เราเรียกง่ายๆ ว่า “หมู่โลหิตธรรมดา”
>> 2. กรุ๊ปเลือด Rh ลบ (Rh negative) คือกรุ๊ปเลือดที่ไม่มีสารโปรตีน D (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ในคนไทยพบว่ามีกรุ๊ปเลือดนี้เพียง 0.3 % หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งเราเรียกง่ายๆ ว่า "หมู่โลหิตหายาก" หรือ "หมู่โลหิตพิเศษ" (Rh negative) นั่นเอง
จากสถิติกรุ๊ปเลือดของคนไทยที่พบมักอยู่ในกรุ๊ปเลือด O 38 %, กรุ๊ปเลือด B 34 %, กรุ๊ปเลือด A 21 %, กรุ๊ปเลือด AB 7 %, กรุ๊ปเลือด Rh ลบ 0.3 %
สำหรับการเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดนั้นจะอ้างอิงกับกรุ๊ปเลือดในระบบ ABO ค่ะ
สาวน้อยฯ พอจะสรุปจากข้อมูลที่ได้จากร้านวีรสุว่าหลักในการกินตามกรุ๊ปเลือดเป็นความสัมพันธ์ของอาหารที่เราบริโภคกับการสนองตอบของร่างกายต่ออาหารนั้น ว่าย่อยง่ายหรือไม่ เผาผลาญเป็นพลังงานที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีเพียงไร ซึ่งเลือดจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุด
มนุษย์กลุ่มแรกดำรงชีวิตเป็นนักล่า เป็นพวกกินเนื้อสัตว์จะมีเลือดกรุ๊ปเลือด O ซึ่งมีกรดในกระเพาะอาหารสูงเพื่อย่อยเนื้อสัตว์ได้ดี
เมื่อมนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานและรู้จักเพาะปลูกมากขึ้น วิวัฒนาการของมนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นกรุ๊ปเลือด A เพราะร่างกายไม่ต้องการโปรตีนมากเหมือนเมื่อก่อน อาหารที่จำเป็นต่อร่างกายก็เป็นพวกปลา และพืชผักต่างๆ
กรุ๊ปเลือด B เกิดขึ้นภายหลังเมื่อร่างกายได้พัฒนาสมดุลในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันและระบบการย่อย เพราะนอกจากผักแล้วยังต้องกินเนื้อสัตว์และนมเนยที่ได้จากฝูงสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ด้วย
กรุ๊ปเลือด AB นั้นเกิดขึ้นหลังสุด ซึ่งค้นพบเมื่อ 1,000-1,500 ปีมานี้เอง เป็นกรุ๊ปเลือดกลุ่มน้อย ระบบภูมิคุ้มกันและระบบการย่อยซับซ้อนขึ้น มีส่วนคล้ายกับกรุ๊ปเลือด A และ B
การเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดยังมีรายละเอียดอีกมาก แล้วสาวน้อยฯ จะกลับมาเพิ่มเติมให้ทีหลังนะคะ
แหล่งข้อมูล : http://www.nbc.in.th/
http://www.blooddonationthai.com/
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น