21 ตุลาคม 2552

ระยะหลังนี้สาวน้อยฯ รู้สึกว่าผิวพรรณไม่ค่อยจะสดใส แถมยังรู้สึกว่าผิวไม่ค่อยกระชับ เต่งตึงสักเท่าไหร่ หากปล่อยไว้นานเดี๋ยวจะสายเกินแก้ซะก่อน ต้องรีบบำรุงซะแล้วซิ แล้วสาวน้อยฯ ก็ไปได้เทคนิกการทาครีมเพื่อกระชับผิวมาค่ะ โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนนะคะ

1. รอบดวงตา : ผิวบริเวณนี้เป็นส่วนที่บอบบาง และมีต่อมไขมันอยู่น้อยค่ะ จึงทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นและ
อาการบวมช้ำได้ง่าย ควรแต้มครีมบำรุงผิวรอบดวงตาอย่างแผ่วเบาด้วยนิ้วกลาง (บางคนบอกว่าให้ใช้นิ้วนางค่ะ ถ้าอย่างนั้นจะใช้นิ้วไหนก็ได้ แต่ขอให้เบามือหน่อยละกันนะคะ) โดยใช้ปริมาณครีมเท่ากับเม็ดถั่วเขียว จากนั้นจึง
ลูบไล้เนื้อครีมวนจากบริเวณหางตาจรวดหัวตา แล้วจึงตามด้วยการใช้นิ้วกลางกดเบาๆ เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ทำให้เนื้อครีมซึมซาบสู่ผิว
ได้ดียิ่งขึ้น


2. ใบหน้า : แต้มเนื้อครีม 5 จุด ทั่วใบหน้า ได้แก่ บริเวณหน้าผาก แก้มทั้ง 2 ข้าง จมูก และบริเวณคาง จากนั้นลูบไล้เนื้อครีมออกด้านข้างตามระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อผิว แล้วจึงนวดวนขึ้นเบาๆ เพื่อช่วยยกผิวให้กระชับ ยืดหยุ่น







3. ลำคอ : ผิวบริเวณนี้เป็นผิวที่มีการหย่อนคล้อยของผิวได้ชัด ควรเริ่มดูแลตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจาก
การคลึงเนื้อครีมบริเวณฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง กดลงบริเวณคอเบาๆ เพื่อให้เกิดความร้อนระหว่างการสัมผัสกับผิว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ซึมซาบสู่ผิวได้ดีขึ้น แล้วจึงนวดวนให้เป็นวงกว้าง เพื่อช่วยต้านอาการหย่อนคล้อยของผิว





4. ผิวกาย : ให้ทาครีมในลักษณะวนขึ้น สำหรับบริเวณที่มักมีการหย่อนคล้อยได้มาก เช่น สะโพก และต้นขา อาจใช้วิธีการบีบคลึง แล้วยกขึ้นเบาๆ เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของโลหิต ทั้งยังช่วยขจัดสารพิษสะสมในร่างกายได้อีกด้วย









ได้ข้อมูลดีๆ อย่างนี้มาแล้ว สาวน้อยฯ ต้องเร่งมือบำรุงผิวทุกส่วนให้เปล่งปลั่ง กระชับเต่งตึง ไม่ปล่อยให้หย่อนคล้อยก่อนเวลาอันควรแล้วค่ะ

20 ตุลาคม 2552

The Bus



















มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองซึ่งอยู่ในหุบเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ลงกลางทาง เมื่อพวกเขา
ลงจากรถไปแล้ว รถเมล์จึงวิ่งต่อไป...............

หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็มีก้อนหินขนาดใหญ่มหึมากลิ้งตกลงมาจากด้านบนซึ่งสูงมากๆ และทับรถเมล์คันนั้น
พังยับเยิน ทุกคนที่ยังอยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิตทั้งหมด

เมื่อคู่รักคู่นั้นเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็พูดว่า “ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดีน่ะซิ!”
คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า “ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!” แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดต่างจากคนส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร?????


เฉลย.........................












ทั้งสองคิดว่าถ้าพวกเขายังอยู่และไม่ได้ลงจากรถ รถเมล์คันนั้นก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อให้พวกเขาลง และจะแล่นเลยตำแหน่งนั้นไปเมื่อตอนที่หินถล่มลงมา!!!!

ในชีวิตของพวกเรานั้น ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากมุมมองของตัวเอง และพยายามเข้าใจและช่วยเหลือ
ผู้อื่นให้มากขึ้น
“การให้” เป็นการลดความเห็นแก่ตัวไปโดยปริยาย มีน้ำใจและทำเพื่อคนอื่นให้มากขึ้น นึกถึงและทำเพื่อตัวเองให้น้อยลง
“ความสุขทางใจ” มีเงินมากเท่าไรก็หาซื้อกันไม่ได้หรอกนะ




16 ตุลาคม 2552

ที่สาวน้อยไม่ได้เขียนบล็อคไปราวสิบวัน ไม่ได้หายไปไหนนะคะ มัวค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ง่วนกับการวางแผนท่องเที่ยว ขอวีซ่า ซื้อตั๋ว จองที่พัก ฯลฯ วุ่นวายขายปูเค็มไปหมดเลย


ในที่สุดแผนการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นของสาวนน้อยฯ ก็ลงตัวซะที
คราวนี้สาวน้อยฯ จะไปเที่ยว 3 เมือง โอซาก้า-เกียวโต-โตเกียว ใน 6 วัน ท่าทางจะเหนื่อยน่าดู วันแรกสาวน้อยฯ จะไปลงเครื่องที่โอซาก้า วันที่สองเดินทางไปเกียวโต วันที่สามเดินทางต่อไปโตเกียว แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับที่โตเกียว แผนเที่ยวของสาวน้อยฯ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ถ่ายรูป ช้อปปิ้ง หาของอร่อยๆ ทาน เท่านี้ก็สุขใจแล้วค่ะ

โอซาก้า สาวน้อยฯ มีเวลาอยู่ที่นี่แค่วันเดียว เลยเลือกเที่ยวได้ 2 ที่เอง ตั้งใจว่าจะไปชมปราสาทโอซาก้ากับไปเที่ยว Universal Studio แล้วก็จะไปช้อปปิ้งแถวสถานี Namba ตอนเย็นอยากไปทานปูทะเลใหญ่ยักษ์ที่ร้าน Kanidoraku Honten อยู่ไม่ไกลจากสถานี Namba ที่ไม่อยากพลาดก็คือไปถ่ายรูปกูลิโกะแมน (glico man) อยู่ที่ย่าน Dotonbori ค่ะ








ข้อมูลท่องเที่ยวโอซาก้า : http://www.osaka-info.jp/th/

เกียวโต สาวน้อยฯ จะออกเดินทางจากโอซาก้าไปเกียวโตตั้งแต่เช้า แต่สาวน้อยฯ ไม่พักที่เกียวโตนะคะ
สาวน้อยฯ อยากไปลองออนเซนที่ Hagone ค่ะ เลือกที่พักเป็นเรียวกังที่มีออนเซนด้วยหล่ะ

จากโอซาก้าไปเกียวโตใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีเอง แต่สาวน้อยฯ มีเวลาถึงตอนบ่ายๆ เท่านั้น ก็จะไปชมวัด kinkakuji หรือ Goden Pavilion นั่นเอง ซึ่งเป็นปราสาทของท่านโชกุนในการ์ตูนอิคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญางัยคะ แล้วก็จะหาราเมงอร่อยๆ ทานก่อนเดินทางต่อ ของที่สาวน้อยฯ อยากซื้อที่เกียวโตมี 2 อย่างค่ะ ทราบข้อมูลมาว่าที่นีเป็นแหล่งชาเขียวคุณภาพดีก็ต้องไปลองเลือกชิม เลือกช้อปซะหน่อยค่ะ เค้าว่าทั้งขนม
ลูกอม ไอศครีม น้ำชา อร่อยๆ ทั้งน้าน.... ได้ชื่อร้านชาเขียวมาร้านนึงชื่อ Ippodo Tea อยู่แถว Teramachi-dori Nijo มีคนบอกมาอีกว่าที่สถานีรถไฟเกียวโตจะมีร้านขายยาที่มีเครื่องสำอางค์หลายๆ อย่างขายด้วยนะ แล้วก็จะไปตามหาร้านกระดาษซับมันคุณภาพเยี่ยมยี่ห้อที่มีหน้าผู้หญิงญี่ปุ่นเป็นโลโก้ (ไม่รู้ว่ายี่ห้ออะไรค่ะ)









ข้อมูลท่องเที่ยวเกียวโต : http://www.pref.kyoto.jp/visitkyoto/en/

โตเกียว ไปโตเกียวคราวนี้เพื่อช้อปปิ้งค่ะเลยให้เวลากับโตเกียวหลายวันหน่อย ว่าจะไปซื้อพวกของเล่น โมเดลการ์ตูนสะสม อยากไปดูพิพิธภัณฑ์ Bandai ด้วย แล้วที่ขาดไม่ได้ก็เป็นพวกเครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั้งหลายค่ะ เค้าว่าผลิตภัณฑ์ในเครือของชิเชโด้ถูกมากๆ แล้วไม่แพงอีกต่างหาก

นอกจากช้อปปิ้งแล้วสาวน้อยฯ อยากไปเที่ยว Tokyo Disney Land แล้วก็จะไปงาน TOKYO MOTOR SHOW 2009 ครั้งที่ 41 ด้วยค่ะ









ข้อมูลท่องเที่ยวโตเกียว : http://www.tourism.metro.tokyo.jp/english/index.html
http://www.tokyo-motorshow.com/en/index.html

ข้อมูลประเทศญี่ปุ่น : http://www.yokosojapan.org/index.htm


6 ตุลาคม 2552

Picking a Winning Team

สาวน้อยฯ อ่านเจอบทความนี้ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากให้คนอื่นได้ทราบด้วย
บทความนี้เขียนโดย Dr.krisda sirampuj สาวน้อยฯ ขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ตามที่สาวน้อยฯ อ่าน
ได้ใจความดังนี้ค่ะ

กฏประการแรกของยาที่มีคุณสมบัติต่อต้านริ้วรอย คือ ไม่มียาขนานใดที่เป็นยาวิเศษ แม้กระทั่งยาที่เรา
รับประทานกันเป็นประจำทุกวันก็มีทั้งคุณประโยชน์และผลข้างเคียง ควรตระหนักไว้ว่ายาที่เรารับประทานนั้นเป็นยาพิษได้ในขณะเดียวกัน


Dream Team (การรวมตัวที่ดี)
'ทีม' ที่ทำให้สุภาพดีประกอบด้วยสารเคมีที่รู้จักกันว่าเป็นตัวเอก กล่าวสั้นๆ ว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะทำงาน
ร่วมกันเป็นอย่างดี ซึ่งได้แก่

1. วิตามินซีและคอลลาเจน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับผิวที่กระชับ เพราะวิตามินซีสามารถสร้างชั้นของ
คอลลาเจนได้โดยตรง

2. แคลเซียมและแมกนีเซียม (อัตราส่วน 2:1) แคลเซียมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถถูกดูดซึมสู่กระดูกของคุณ
ได้ดีนักหากปราศจาก "เพื่อนที่แสนดีทั้งสาม" ซึ่งได้แก่ แมกนีเซียม วิตามินดี และวิตามินเค

คุณสามารถทำได้โดยการกินผักใบเขียวมากๆ และรับแสงแดดเป็นประจำ
3. น้ำมันปลาที่มีส่วนประกอบ DHA และ EPA ถ้าคุณต้องการบำรุงสมอง คุณต้องหาน้ำมันปลาชั้นดีที่มี DHA มากๆ แต่ถ้าคุณต้องการบรรเทาอาการปวดข้อ คุณต้องเลือกชนิดที่มีทั้ง DHA และ EPA
Evil Team (การรวมตัวที่ไม่ดี)
ทีมที่เป็นคู่ปรับกันถูกบรรจุอยูในยาหลายชนิดที่เรารับประทานกันทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่ายาบางอย่างก็ใกล้ชิดกับพวกเรามาก
1. น้ำมันปลาและแอสไพริน ทั้งสองอย่างนี้เป็นคู่อันตรายโดยแท้ ซึ่งจะเพิ่มแนวโน้มการเสียเลือด หากเกิดอาการนี้ขึ้นในสมองก็จะเกิดเหตุร้ายแรง
2. วิตามินอีและน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ทั้งสองอย่างนี้เป็นแหล่งที่มีวิตามินอีอยู่มาก แต่ทางที่ดีคือเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อบำรุงร่างกาย เพราะวิตามินที่มีมากเกินไปนั้นจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่ออาการหัวใจล้มเหลว
3. กาแฟและแคลเซี่ยม นี่เป็นข่าวร้ายเล็กน้อยผู้รักกาแฟทั้งหลาย เมื่อใดก็ตามที่คุณเพลิดเพลินกับเครื่องดื่มรสเลิศนี้ พยายามเลี่ยงการรับประทานพร้อมกับอาหารเสริมประเภทแคลเซี่ยม เนื่องจากกาแฟจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซี่ยมและสลายแคลเซี่ยมจากกระดูกของคุณ
4. ธาตุเหล็กและโรคเลือดธาลัสซีเมีย มิใช่ว่าผู้ป่วยโรคโลหิตจางจะต้องการอาหารเสริมธาตุเหล็กทุกคน โดยเฉพาะโรคเลือดจางธาลัสซีเมียอาหารเสริมธาตุเหล็กเป็นพิษต่อหัวใจและตับ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด หากคุณปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แต่การใช้ยายังคงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ อย่าเพิ่งหมดหวัง จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสองด้าน - แม้กระทั่งตัวคุณเอง

1 ตุลาคม 2552

Bra Size

เมื่อวานสาวน้อยฯ ไปช้อปปิ้งที่เซ็นทรัล ถูกใจ bra ตัวหนึ่งยี่ห้อ playboy แต่มีอุปสรรคตรงที่ว่าเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ขนาดไหน เพราะปกติจะใส่ยี่ห้อวาโก้ซึ่ง size จะไม่ตรงกับของยี่ห้อ playboy พอถามคนขายเค้าก็บอกว่า "ก็ขนาดเดียวกันแหล่ะค่ะ" สาวน้อยฯ อึ้งเลย จะขนาดเดียวกันยังงัยล่ะ ก็ size ที่เห็นอยู่นี่มันไม่เหมือนกันนะ???

เป็นอันว่าไม่ได้ซื้อต้องกลับมาหาข้อมูลก่อนว่าขนาดของ bra เค้าเปรียบเทียบกันยังงัย
สาวน้อยฯ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เนตแล้วก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากกว่าที่ตั้งใจเอาไว้ สาวน้อยฯ ได้ข้อมูลการวัดขนาดของ bra ลักษณะของทรวงอก และวิธีเลือก bra ให้เหมาะสมกับลักษณะของทรวงอกแถมมาด้วยนะคะ

การหาขนาดยกทรง
การเลือกสวมใส่ยกทรงที่เหมาะสม ได้สัดส่วนและมีทรวดทรงที่สวยงามนั้นจำเป็นที่จะต้องเลือกขนาดยกทรง ( คัพและไซส์ ) ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสรีระและสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลือกซื้อยกทรงคือ การวัดสัดส่วน เพื่อหาขนาด คัพ–ไซส์ อย่างถูกวิธี
1. ยืนตรงแล้วใช้สายวัด ( ด้านเซนติเมตร ) วัดตำแหน่งรอบอก โดยให้สายวัดผ่านจุดหัวถันทั้ง 2 ข้าง

2. จากนั้นวัดรอบใต้อก ( ซึ่งจะบอกถึงขนาดลำตัว ) *** เส้นรอบวงทั้งสองตำแหน่งนี้ ควรอยู่ในแนวขนานกับพื้น และไม่รัดแน่น หรือหลวมเกินไป จากนั้นนำตัวเลขที่ได้มาลบกัน แล้วนำผลต่าง มาดูตารางเปรียบเทียบ ขนาดชุดชั้นในผลต่างที่ได้คือ ขนาดของ คัพ ส่วนขนาดของ ไซส์ นั้นนำตัวเลขที่ได้จากการวัดอบใต้อก มาเทียบกับตารางยกทรงได้เลย
ตัวอย่างการหาขนาด (คัพ – ไซส)์ ของยกทรง


รอบอก 81ซม.
รอบใต้อก 69 ซม.
ผลต่าง 12 ซม.
ขนาดคัพ คือ B ขนาดไซส์คือ 70
ขนาดยกทรงที่ได้คือ B 70






ตารางเปรียบเทียบขนาด bra (ขนาดคัพ-ขนาดไซส์)













ลักษณะของทรวงอก และวิธีเลือก bra
ทรวงอกแบบ CHERRY
ลักษณะทรวงอกค่อนข้างแบนราบ ฐานเต้าเห็นไม่เด่นชัดความพุ่งชันของ กล้ามเนื้อทรวงอกมีน้อยมาก ควรเลือกยกทรงแบบเสริมฟองน้ำ หรือ SEAMLESS เพื่อช่วยให้ทรวงอก ดูดีมีเนื้อขึ้น เหมาะกับรูปร่างและบุคลิก




ทรวงอกแบบ LEMON
ลักษณะทรวงอกฐานเต้ากว้าง ความพุ่งชันของกล้ามเนื้อทรวงอกค่อนข้างน้อย สามารถเลือกยกทรงได้ทั้งแบบมีโครงและไม่มีโครงเพื่อช่วยเก็บ กระชับฐานทรง ทำให้ทรวงอกได้รูปทรงมากขึ้น




ทรวงอกแบบ GREEN APPLE
ลักษณะทรวงอกฐานเต้ามีรูปโค้งเป็นครึ่งวงกลมเห็นเด่นชัด ความพุ่งชันของ กล้ามเนื้อทรวงอกมีค่อนข้างมาก ควรเลือกยกทรงแบบที่มีฐานเป็นทรงกลม มีหรือไม่มีโครง ก็ได้เพื่อช่วยเก็บทรงให้เข้ารูปเหมาะกับฐานเต้าของทรวงอก





ทรวงอกแบบ PINEAPPLE
ลักษณะทรวงอกฐานเต้าเล็ก มีความพุ่งชันของกล้ามเนื้อ ทรวงอกมาก โดย เฉพาะมีเนื้อเต้าออกด้านข้างมาก จึงแลดูทรวงอก ค่อนข้างใหญ่ ควรเลือกยกทรงแบบมีส่วนต่อระหว่างเต้าทรงกับลำตัว เป็นเส้นโค้ง หรือแบบ ที่มีด้านข้างลำตัวสูง ซึ่งช่วยเก็บกระชับ เต้าทรงและเนื้อบริเวณด้านข้าง



ทรวงอกแบบ STRAWBERRY
ลักษณะทรวงอกเริ่มหย่อนคล้อย บริเวณเนินอกมีกล้ามเนื้อทรวงอกน้อย ควรเลือกยกทรงแบบมีโครง โดยเฉพาะรูปแบบตะขอหน้า เพื่อช่วยประคับประคองทรวงอกให้สูงขึ้น และเก็บอกให้ชิดเข้าหากัน ทำให้ทรวงอกดูอิ่มสวยงามได้รูปทรง




ทรวงอกแบบ PEAR
ลักษณะทรวงอกจะหย่อนคล้อยเห็นได้ชัดเจนบริเวณเนินอก ไม่มีกล้ามเนื้อ เนื้อทรวงอกจะไปอยู่บริเวณใต้ฐานเต้า เกิดจากการ ขาดการดูแลที่เหมาะสมในวัยสาวหรือกรรมพันธุ์ ควรเลือกยกทรงแบบดันทรง เพื่อช่วยประคับประคองทรวงอกให้สูงขึ้น และรองรับไม่ให้มีการเคลื่อนคล้อยมากขึ้น



ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) http://www.wacoal.co.th/
วิธีหาขนาด bra ที่สาวน้อยฯ ได้จากวาโก้นี้ จะใช้ได้กับสินค้าที่เป็นของค่าย Euro กับ Japan นะคะ
ถ้าอยากไปซื้อสินค้าของค่ายอื่นต้องแปลงค่าขนาดก่อน โดยดูตามตารางนี้ค่ะ







































หรือไปที่เว็บไซต์ 85b.org : Dress and Bra Size Calculators and Converters
http://www.85b.org/bra_conv.phpเพียงกรอกข้อมูลในช่องที่เราทราบ เราก็จะได้ขนาดของสินค้าที่ใช้ระบบของประเทศอื่นๆ แล้วเลือกตามต้องการนะคะ












เลือก bra ให้เหมาะสมกับขนาดและรูปทรงของทรวงอกนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและความสวยงามของเราค่ะ

29 กันยายน 2552

"อยากลดความอ้วนเหรอ... อกหักดูซิ" สาวน้อยฯ ได้ยินประโยคนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย แล้วตั้งแต่นั้นมาก็พบว่าประโยคนี้เป็นจริงซะด้วยซิ ใครก็ตามที่มีปัญหาอักหักช้ำรักหลายไหนหลายนั้นเป็นต้องได้รับการกระทบกระเทือนทั้งทางกายและใจ มีอันผ่ายผอมลงตามๆ กันไม่มากก็น้อยล่ะ
สาวน้อยฯ ก็เช่นกัน หลังจากที่ทราบว่าคนรักไปติดพันผู้หญิงอื่นอยู่ก็มีอาการซึมเศร้า เหงาหงอย ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย ไม่เอ็นจอยอีตติ้งเหมือนเคย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เวลานอนก็หลับๆ ตื่นๆ บางคืนร้องไห้จนผล่อยหลับไป บางคืนก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึกจนถึงเช้า (ทำไมสาวน้อยฯ ถึงยอมให้คนอื่นเข้ามามีอิทธิพล
ต่อตัวเองได้มากมายอย่างนี้นะ) จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน น้ำหนักตัวลดลงไปซักสองกิโลฯ ได้ มันก็น่าแปลกนะทีตอนตั้งใจลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายแทบทุกวัน ไม่เห็นได้ผลอะไรเลย กลับโหยหาอยากกินนู่นนี่หนักเข้าไปอีก หนำซ้ำน้ำหนักตัวก็ทำท่าจะขยับขึ้นอีกต่างหาก


ผลจากวิกฤตความรักของสาวน้อยฯ ที่เห็นได้ชัดอีกอย่าง คือ ริ้วรอยบนใบหน้า (เรื่องนี้ต้องรีบแก้ไขอย่างด่วน ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวลดลงน่ะดีแล้ว ไม่ต้องกังวล...) โดยเฉพาะริ้วรอยเหี่ยวย่น อาการบวมพองใต้ตาและรอบเปลือกตา พร้อมทั้งรอยดำคล้ำรอบดวงตา เห็นทีสาวน้อยฯ ต้องรีบเปิดตำราหาวิธีรักษาโดยเร็วที่สุดแล้ว

ในสมุดจดสารพัดอย่างของสาวน้อยฯ มีวิธีดูแลผิวรอบดวงตาอยู่ด้วยซิ...ดีจัง

ดูแลผิวรอบดวงตา
ส่วนผสมในครีมบำรุงรอบดวงตา
มีส่วนผสมหลายชนิดที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของครีมให้ทำงานเกื้อหนุนกัน เช่น ชะเอมที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการระคายเคืองผิว ชาเขียวมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ช่วยฟื้นฟูผิวให้สดใส คาโมมายด์ช่วยในการผ่อนคลายและปลอบประโลมผิวจากอาการระคายเคือง นอกจากนี้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาบางชนิดยังมีส่วนผสมของวิตามินรวม เนื่องจากผิวสามารถดูดซึมไปใช้ได้โดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปการรับประทานวิตามินเป็นอาหารเสริมนั้นร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการซึมสู่ผิว แต่การทาลงบนผิวโดยตรงจะเห็นผลเร็วกว่า ดังนั้นควรเลือกครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินเอเพื่อช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและชะลอริ้วรอย ขณะที่วิตามินบีช่วยซ่อมแซมผิว และวิตามินซีช่วยปกป้องผิวจากริ้วรอย
การบำรุงผิวบอบบาง
ในตอนกลางคืนควรใช้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาที่มีคุณสมบัติในการบำรุงและชะลอริ้วรอยเพื่อผิวสดใส โดยใช้นิ้วนางแตะครีมในปริมาณที่พอเหมาะ ถูเข้าด้วยกันเพื่ออุ่นครีมให้ส่วนผสมสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น แตะเบาๆ บนผิวบริเวณรอบดวงตาจนกระทั่งซึมสู่ผิว ส่วนในตอนเช้าควรใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาชนิดเจลที่มีส่วนผสมของวิตามินอีที่ช่วยชะลอริ้วรอยและสารปกป้องแสงแดด แต่ถ้าผิวใต้ดวงตาแห้งมากอาจใช้ครีมชนิดเดียวกับกลางคืนก็ได้ ไม่ควรใช้ครีมบำรุงผิวสำหรับใบหน้าทาบริเวณรอบดวงตา เนื่องจากครีมบางชนิดมีความเข้มข้นสูงและมีส่วนผสมของน้ำหอมและสี ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการระคายเคืองผิวรอบดวงตา แต่ก็มีบางยี่ห้อซึ่งได้ระบุไว้ในคำแนะนำการใช้ว่าสามารถใช้ทารอบดวงตาได้

สาวน้อยฯ มีข้อมูลในการเลือกครีมบำรุงผิวรอบดวงตาแล้ว จากนี้ก็จะไปตระเวนหาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมที่ต้องการ ตอนนี้ก็พยายามดื่มน้ำเยอะๆ และขยันใช้ no puffery ของ origins มาส์กผิวบริเวณใต้ดวงตาไปก่อน

>>> No Puffery™ Cooling Mask For Puffy Eyes

เป็นมาส์กเนื้อเจลที่ให้ความชุ่มชื้น ทาทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วเช็ดออก หรือจะทาทิ้งไว้ทั้งคืนเลยก็ได้ค่ะ


Day 1

Say 'thank you' a lot



สาวน้อยฯ เป็นลูกค้าของร้านวีรสุ เลยได้รับวารสารของทางวีรสุเป็นประจำ ช่วงหลังนี้ทางวีรสุก็แนะนำให้ลูกค้ากินอาหารตามกรุ๊ปเลือด และมีร้านอาหารที่บริการอาหารแนวนี้ด้วยชื่อว่า The Third Floor
หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดและประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว (ขอบคุณข้อมูลจากวีรสุและแหล่งข้อมูลอื่นๆ นะคะ) สาวน้อยฯ คิดว่าน่าจะทดลองกินดูบ้างว่าจะได้ผลอย่างที่เค้าบอกไว้มั๊ย โดยหลักการกินตามกรุ๊ปเลือดนั้นจะแนะนำว่าแต่ละกรุ๊ปเลือดควรกินอะไรและไม่ควรกินอะไรเพราะเหตุใด ตามนี้เลยค่ะ


กรุ๊ปเลือด O : High Protein
น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า และลำไส้อักเสบ จากสถิติทางการแพทย์คนเลือดกรุ๊ปนี้เป็นโรคกระเพาะมากกว่าปกติ
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด กินเนื้อสัตว์ได้ตามใจชอบ กินอาหารทะเลได้เป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคเลือดไม่แข็งตัวและไทรอยด์ กินนม เนย ไข่ในปริมาณที่พอเหมาะ กินผักได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะบร็อคเคอลี ผักโขม มีวิตามินเคสูง ช่วยให้เลือดแข็งตัว กินผลไม้ได้แทบทุกชนิดโดยเฉพาะตระกูลเกรปฟุต ตระกูลเบอร์รี่ (ยกเว้นแบล็คเบอร์รี่) ช่วยลดน้ำหนัก กินชา สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ เปปเปอร์มินท์ Licorice Tea Parsley และอื่นๆ
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ระวังเรื่องไขมัน และโคเรสเตอรอล อาหารพวกนม เนย หรือธัญพืช หากกิน นม ถั่ว ธัญพืช มากไปจะทำให้ท้องอืด อ้วน และแก๊สมาก สารที่เรียกว่า กลูเต็น ในธัญพืชเป็นตัวบล็อกการทำงานอินสุลิน และทำให้การเผาผลาญอาหารได้น้อย สารเล็คตินในอาหารพวกถั่วจะยับยั้งประจุไฟฟ้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงผักตระกูลกะหล่ำเพราะมีผลต่อไทรอยด์ เห็ดหอมและมะกอกดองทำให้เกิดอาการแพ้ มะเขือยาว และมันฝรั่งทำให้ปวดข้อ ควรเลี่ยงแคนตาลูป มะพร้าว ส้ม และสตอเบอร์รี่ เพราะมีกรดสูงเกินไป ไม่ควรดื่มเบียร์ ชา กาแฟ เพราะจะเพิ่มกรดในกระเพาะให้หนักเข้าไปอีก

กรุ๊ปเลือด A : นักมังสวิรัติ
ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด ควรเลือกกินอาหารทะเล กินปลาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้งเพื่อเสริมโปรตีน เลือกดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำแทนนมวัว กินไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว บรรดาตระกูลถั่วต่างๆ อาทิ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสงที่มีเยื่อหุ้มบางๆ และถั่วเหลือง เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปนี้ ผักหรือธัญพืชที่มีใยอาหารจะช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร สามารถกินข้าวกล้องหรือซีเรียลได้วันละ 1-2 ครั้ง ผักทั้งสด และสุกกินแล้วดี โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ และบร็อคเคอลี มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง แครอท ฟักทอง ผักโขม และกระเทียม ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ควรกินอาหารที่มีวิตามินบีและซีมากๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหากรดในกระเพาะต่ำและช่วยการทำงานของระบบประสาทและเม็ดเลือดแดงให้ดีขึ้น กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ดื่มไวน์แดงได้
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หลีกเลื่ยงเนื้อสัตว์ต่างๆ อาจกินได้นิดหน่อย เพราะย่อยยาก เลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลา
ตาเดียวหรือปลาจะละเม็ด เพราะมีเล็คตินรบกวนระบบการย่อย ควรระวังอาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก แฮม อาหารประเภทหมักดอง รวมทั้งนมจากสัตว์ เพราะอาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน หรือท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยวได้ กินผลไม้ได้แทบทุกชนิดยกเว้นแตงโม แคนตาลูป มะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะย่อยยาก พวกขาสมุนไพรจะไปเพิ่มกรดใน
กระเพาะ ควรเลี่ยงเบียร์ และน้ำอัดลม

...ผู้หญิงที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรกินหอยทาก (สงสัยจะเป็นตำราฝรั่ง) เพราะ Protein ในหอยจะช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าอยู่ในวัยกลางคนควรเสริมด้วยโยเกิร์ตไขมันต่ำ นมถั่วเหลือง ปลาแซลมอน

กรุ๊ปเลือด B : อ้วนง่ายนะ (อุ๊ยตาย...สาวน้อยฯ เองนี่นา...)
ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคเกี่ยวกับระบบประสาทถูกทำลาย จะมีความทนต่อการเป็นโรคร้ายๆ เช่นโรคหัวใจ หรือมะเร็งได้ดี สามารถกินอาหารได้หลากหลาย
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด ควรกินเนื้อกระต่าย กวาง แกะ ไก่งวง (สาวน้อยฯ ไม่อยากกินเนื้อสัตว์พวกนี้หรอก) ปลาน้ำลึกเช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาวอย่างปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว สามารถกินนม เนย ไข่ ในบริมาณที่เหมาะสมได้ ข้าวโอ๊ต และข้าวกล้องดีต่อคนเลือดกรุ๊ปนี้ ควรลองแป้งสเปลท์ (spelt) ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณค่าทางสารอาหาร และมี
ไฟเบอร์สูง ผักใบเขียวทุกขนิดกินดีหมด เพราะมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันอาการผื่นคัน กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ถ้ากินผลไม้วันละ 2-3 ครั้ง จะมีผลดีต่อการรักษาโรคและลดความเจ็บปวด ชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์คือ ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว (สาวน้อยฯ กินชาเขียวเป็นประจำอยู่แล้วจ๊ะ)
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หลีกเลี่ยงเนื้อหมู ไก่ (บางตำราบอกว่าเฉพาะอกไก่เท่านั้นค่ะ เพราะมีเลคตินที่ทำให้หลอดเลือดอุดตัน อาการเส้นเลือดแตกหรือตีบในสมอง และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง) หอยเซลล์ กุ้ง ปู หอยแครง เพราะจะรบกวนระบบในร่างกาย แป้งสาลี ถั่วลิสง และโฮลวีท ไม่ดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้อ้วน และไม่ดีต่อเลือด อาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นโลหิตแตก ควรหลีกเลี่ยงมะเขือเทศ และข้าวโพด เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลิน และระบบเผาผลาญ มะเขือเทศจะไปก่อกวนผนังกระเพาะอาหาร กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น ลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์

กรุ๊ปเลือด AB : มังสวิรัติและคาร์โบไฮเดรต
คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีระบบภูมิคุ้มกันและระบบย่อยซับซ้อนกว่าเลือดกรุ๊ปอื่นๆ มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ทีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกรดในกระเพาะต่ำ
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด ควรกินอาหารทะเล ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และเต้าหู้ สามารถกินเนื้อแกะ กวาง กระต่าย และไก่งวงได้นิดหน่อย สามารถกิน นม เนย ไข่ และโยเกิร์ตไขมันต่ำได้ อาหารจำพวกข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์ มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินผักสดได้แทบทุกชนิด ช่วยป้องกันมะเร็ง และโรคหัวใจ ผลไม้กินได้ดีเป็นบางอย่าง เช่น องุ่น พลัม ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด ส้มโอ ฯลฯ เพราะช่วยสร้างความสมดุลของกรดในเนื้อเยื่อ ควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อขับของเสียในร่างกายที่มีมากกว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่นๆ มีคำแนะนำว่าให้ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวทุกเช้า กาแฟ ชาเขียวและไวน์แดงมีผลดีต่อเลือด ส่วนเบียร์ให้ผลเป็นกลาง
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรกินปลาเนื้อขาว และแซลมอนรมควัน เพราะย่อยยาก และเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร เนื้อไก่และเป็ดมีเลคตินที่เป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร ควรงดเว้นการกินถั่วแดง งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด เพราะจะชะลอการทำงานของอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงเฉียบพลัน ระวังแป้งข้าวโพดเพราะทำให้น้ำหนักเพิ่มง่าย เกิดเสมหะ ไม่ควรกินกล้วย มะม่วง ฝรั่ง ส้ม ซึ่งไม่ดีต่อกระเพาะอาหาร หากมีปัญหาไซนัสอักเสบและหูอื้อควรงดอาหารจากผลิตภัณฑ์นม เนย ไข่แดง

ลองกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดกันนะคะ ความอยากกินอาหารตามใจชอบอาจเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง เราก็หัดอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ กินอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงให้น้อยลง แล้วก็กินอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของเราให้มากขึ้น ไม่ควรเคร่งครัดกับการกินมากเกินไปเพราะอาจทำให้เครียดแล้วกลายเป็นผลเสียไปได้นะคะ

สาวน้อยฯ เคยเขียนรายละเอียดการจำแนกกรุ๊ปเลือดไว้ที่นี่ค่ะ "เราต่างกันตามกรุ๊ปเลือด"


28 กันยายน 2552

เย็นวันนึงตอนที่ฝนกำลังตกพร่ำๆ (ช่วงนี้ฝนตกทุกเย็นเลย) เสียงโทรศัพท์มือถือของสาวน้อยฯ ก็ดังขึ้น


สาวน้อยฯ รับสาย ปรากฏว่าเพื่อนรักโทรฯ มานั่นเอง
"ตอนนี้เป็นงัยบ้างจ๊ะ??"
"ก็เรื่อยๆ แหล่ะ... "
"แล้วเค้าหล่ะ?" เพื่อนถามอย่างห่วงใย
"ก็ไม่เป็นงัย หลังๆ นี้ก็ไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกันซักเท่าไหร่ มันยังงัยไม่รู้...บอกไม่ถูก" สาวน้อยฯ บอกเพื่อน
"แล้วเรื่องนั้น..เค้าว่างัย?" เพื่อนถามเบาๆ เหมือนกลัวว่าสาวน้อยฯ จะสะเทือนใจ
"เค้าไม่ว่างัย เค้าบอกแล้วแต่เรา" สาวน้อยฯ บอกเพื่อนเศร้าๆ "ทำไมเค้าไม่ตัดสินใจมาเลยหล่ะ เค้ารู้ดีที่สุดว่าต้องการยังงัย เค้าให้เราตัดสินใจ...แล้วเราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่าหล่ะ มันก็เปล่า...จริงมั๊ย"
"จริง" เพื่อนเห็นด้วย "แล้วตัวเองจะทำงัยต่อ?"
"ยังไม่รู้เหมือนกัน...ตอนนี้อยากอยู่นิ่งๆ ไม่รู้จะทำงัยดี... อยากจะคิดว่าหมดเวรหมดกรรมกันแล้ว ก็จากกันไป แต่ก็ยังทำใจไม่ได้...พอคิดว่าต้องอยู่คนเดียว มันกลัวๆ น่ะ"
"ตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวนะ ตัวเองยังมีเราอยู่" เพื่อนปลอบ
"ขอบใจนะ เราจะพยายามทำใจให้ได้" สาวน้อยฯ ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก

หลังจากนั้นเราสองคนก็ยังคุยกันต่อเรื่อยๆ อีกเกือบชั่วโมง ก่อนที่เพื่อนจะวางสายไปก็ยังกำชับว่า "แข็งใจไว้นะ เราเชื่อว่าตัวเองทำได้ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็มาหาเรานะ"

...ขอบใจมากเพื่อน เพื่อนไม่เคยทิ้งกันจริงๆ...

สาวน้อยฯ นึกถึงการ์ตูนที่เคยได้มาจากไหนก็จำไม่ได้แล้ว




































23 กันยายน 2552

The Prophet บทที่ว่าด้วยเรื่องความรัก

เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป
แม้ว่าทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงใด
และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน

แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะทิ่มแทงเธอ
และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม
แม้ว่าเสียงของมันจะทำลายความฝันของเธอ
ดั่งลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้ให้แหลกลาญไปฉะนั้น ...

ความรักจะรวบรวมเธอเข้าดังฝักข้าวโพด
มันจะแกะเธอออกจนเปลือยเปล่า
แล้วมันจะล่อนเพื่อให้เธอหลุดจากเปลือก
มันจะบดเธอจนเป็นผงขาว แล้วก็จะขยำจนเธออ่อนเปียก
แล้วมันก็จะนำเธอเข้าสู่ไฟอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน
เพื่อว่าเธอจะได้กลายเป็นอาหารทิพย์ของพระเจ้า

ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก

จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกันและจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองคนตรีเดียวกัน

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่อีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น
ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาหินของวิหาร ก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้.


คาลิล ยิบราน ...ปรัชญาชีวิต ระวี ภาวิไล ถอดความ

21 กันยายน 2552

วันนี้ครบ 2 เดือนพอดีที่เกิดวิกฤตการณ์ความรัก ยังรู้สึกเสียใจไม่น้อยไปกว่าวันนั้นเลยซักนิด ยังจำเหตุการณ์
วันนั้นได้เป็นอย่างดีเหมือนเพิ่งเกิดไปเมื่อวานนี้ แม้ว่าจะเศร้า เสียใจ ผิดหวัง เจ็บปวดอย่างไร แต่สาวน้อยฯ ก็ยังรักและคิดถึงคนรักอยู่เสมอ ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ทำไมเราไม่โกรธ ไม่เกลียดเค้าบ้าง มันอาจจะทำให้เราเลิกคิดถึง เลิกรักเค้าเสียทีก็ได้นะ...


ในช่วงเวลาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมานี้ สาวน้อยฯ มีผู้ให้คำแนะนำ และเตือนสติอยู่ 2-3 คน ซึ่งก็คือ พระไพศาล
วิสาโล คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ และคุณเอ๋-ศิริรัตน์ ณ พัทลุง ต.สุวรรณ สาวน้อยฯ ไม่ได้รู้จักกับทุกคนเป็นการส่วนตัวหรอกนะคะ แต่สาวน้อยฯ ได้รับแนวคิดดีๆ หลายอย่างจากหนังสือที่ทุกคนเขียน


โดยปกติแล้ว สาวน้อยฯ จะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือประเภท how to (ขนาดพวก manual ต่างๆ ยังไม่ชอบเลย) เพราะคิดว่าทุกเรื่องราวที่อยู่ในหนังสือเหล่านี้นั้นต่างก็เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอ่านกันอีกหรอก แต่ในยามที่มีปัญหาคับอก พยายามหาทางออกอย่างไรก็เหมือนจะมืดแปดด้านไปหมด ในเวลาที่รู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าลง หายใจแทบไม่ออก สมองเฉื่อยชา ร่างกายอ่อนแรงอย่างนี้ เรื่องราวต่างๆ ที่สาวน้อยฯ คิดว่ารู้ดีอยู่แล้วนี่แหล่ะที่ช่วยรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย กระเจิดกระเจิงให้กลับมารวมกัน เข้าที่เข้าทางอย่างเป็นระเบียบได้อีกครั้ง...
เมื่อสติมา ปัญญาก็จะมีค่ะ


หนังสือพ็อคเกจบุ๊ค หน้าปกเป็นรูปการ์ตูนน่ารัก สีหวานเล่มนี้เขียนโดย
พระไพศาล วิสาโล

สาวน้อยฯ ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนั้นเห็นหน้าปกแล้วชอบ คิดว่าน่ารักดี แต่ก็งงว่า เป็นหนังสือที่พระเขียนหรือนี่??? หน้าปกมีป้ายข้อความว่า "หนักแค่ไหนก็ไม่ทุกข์ สุขแค่ไหนก็ไม่พลั้ง" เปิดดูด้านในก็ยังมีรูปการ์ตูนน่ารักๆ ประกอบอีกตลอดทั้งเล่มเลย
พระไพศาลท่านเขียนเรื่องเตือนสติ สอนใจ ไว้เป็นเรื่องสั้นๆ น่าสนใจ อ่านง่ายไม่น่าเบื่อ ท่านให้ข้อคิด และแนวทางฉลาดทำใจ แยกตามความทุกข์ที่ต้องเผชิญ สำหรับคนที่เป็นทุกข์เพราะความรักเหมือนสาวน้อยฯ นั้น ท่านบอกว่า "ความพลาดหวังในรักไม่ได้หมายถึงความสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีเพียงบางอย่างที่หลุดมือคุณไป แต่ยังมีสิ่งทรงคุณคำ
อีกมากมายที่อยู่กับคุณ ขณะเดียวกันการที่คุณถูกปฎิเสธความรักไม่ได้หมายความวำตัวคุณไร้คุณคำ ยังมีคนอีกมากมายที่รักคุณ เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย หรือใครบางคนที่มีใจให้คุณ อย่าให้ใครคนเดียวมาตัดสินคุณค่าของตัวคุณหรือกุมชะตาชีวิตของคุณไว้ อกหักคืออดีตที่ผำนไปแล้ว ความผิดหวังในอดีตทำอะไรคุณไม่ได้ หากคุณไม่ยึดเกาะหรือแบกเอาไว้ ยิ่งแบกก็ยิ่งทุกข์ ปล่อยวางเสียได้ก็เป็นสุข มองในแง่ดี เขาหรือเธอคนนั้นยังไม่ใช่เนื้อคู่ของคุณ การที่เขาหรือเธอปฎิเสธความรักของคุณ ทำให้คุณมีอิสระที่จะค้นหาผู้ที่เหมาะสมกับคุณจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ควรเก็บเกี่ยว
บทเรียนหรือประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้เอาไว้บ้าง อย่างน้อยการอกหักก็สอน คุณว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่สมหวังไปเสียทุกอย่าง ความผิดหวังเป็นธรรมดาของชีวิต ถึงแม้วำสมหวังวันนี้ ก็ใช่วำวันหน้าจะสมหวังไปได้ตลอด ความผิดหวังวันนี้มองแง่ดีคือสร้างภูมิต้านทานให้คุณอดทนต่อความไม่สมหวังในวันข้างหน้าได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันเหตุการณ์ครั้งนี้ยังเตือนคุณด้วยว่า ยิ่งหวังมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์จากความไม่สมหวังมากเท่านั้น การปล่อยวางจากความหวัง และยอมรับว่ามีเหตุปัจจัยอีกมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ จะช่วยให้คุณเผชิญกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ดีขึ้น ไม่เฉพาะแต่เรื่องของความรักเท่านั้น"

หนังสือพ็อคเกจบุ๊ค หน้าปกเป็นรูปกราฟฟิคคนสองคนจับมือกันลอยตัวในอากาศ เข้ากันดีกับชื่อหนังสือ "วิชาตัวเบา" มีคำโปรยบนหน้าปกว่า "เคล็ดลับเพื่อทำชีวิตให้ง่าย และมีความสุข"
สาวน้อยฯ ซื้อหนังสือเล่มนี้มีหลายปีแล้ว น่าจะราว 4-5 ปีแล้วหล่ะ แต่ยังไม่ได้อ่านเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เองที่ได้อ่าน และหัดฝึกวิชาเพื่อให้ตัวเบา หลุดพ้นจากปัญหาหนักอกหนักใจให้ได้เสียที
คุณหญิงเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาษาที่เรียบง่าย เป็นกันเอง เหมือนกำลังนั่งเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวท่านให้สาวน้อยฯ ฟังอย่างคนที่เข้าใจชีวิต และสอดแทรกแนวคิดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่นถือมั่น มองเห็นและยอมรับความเป็นจริงของชีวิต เพื่อที่จะอยู่กับชีวิตที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ ความสมหวังและความผิดหวัง ความดีใจและความเสียใจ และอารมณ์ ความรู้สึกอื่นๆ ได้อย่างเบาสบายตัว คุณหญิงให้ฝึกมองว่า "ปัญหาเป็นของชั่วคราว ไม่เที่ยงแท้ เราโง่เองที่ไปยึดติดจนวนเวียนเป็นวัวพันหลัก" ท่านว่า "การเกิดการตาย ช่วยลดความสำคัญของตัวเองให้เหลือนิดเดียว และในเมื่อ "ตัวฉัน" ไม่สำคัญ "ปัญหาของฉัน" ก็ไม่สำคัญสักเท่าใดไปด้วย สำคัญน้อยก็ยึดติดน้อย ปล่อยวางมากขึ้น ใจก็ปลอดโปร่ง สมองโปร่งตาม จนเห็นหนทางที่จะจัดการกับปัญหา...แก้ส่วนที่แก้ได้ และยอมรับส่วนที่แก้ไม่ได้"
สำหรับทางเลือกกับชีวิตนั้น ท่านเชื่อว่า "คนที่มีศิลปะที่แท้ในการใช้ชีวิต คือคนที่รู้ว่าอะไรที่เลือกได้ อะไรที่เลือกไม่ได้ จะทำอย่างไรกับส่วนที่เลือกได้ จะทำอย่างไรกับส่วนที่เลือกไม่ได้" เมื่อชีวิตสาวน้อยฯ ต้องเลือก ท่านก็แนะว่า "มนุษย์เรามีศักยภาพที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า การรู้จักพิจารณาทางเลือกอย่างมีสติ และยอมรับในสิ่งที่เลือกไม่ได้อย่างมีสติเช่นกัน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการสร้างศักยภาพนั้น"
สาวน้อยได้ฝึกทักษะ การย่อภูเขาให้เท่าจอมปลวก ท่านว่า "ระยะห่างมีผลกับการมองปัญหา ยิ่งใกล้ตัวยิ่งดูใหญ่และคมชัด เรื่องราวของตัวเองหรือคนใกล้ตัวจะดูใหญ่โต เมื่อเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ในมิติเวลาก็เช่นกัน ปัญหาที่ผ่านไปแล้วก็จะดูเล็กกว่าปัญหาที่กำลังร้อนรุ่ม" และ "มีความรักตัวเองอีกแบบหนึ่งที่จะสร้างสรรค์และช่วยถนอมใจให้เป็นสุข คือรักอย่างถอยห่างจากอารมณ์ออกมาพิจารณาปัญหา เหมือนถอยออกมามองภาพเขียน....เป็นอุบายที่ช่วยให้เห็นภาพกว้างและไม่ให้เข้าข้างตัวเอง ถ้าปล่อยระยะเวลาให้ผ่านไปสักนิด ก็จะได้ความห่างในมิติเวลาอีกด้วย"
ทักษะอีกอย่าง คือ การทำใจให้รับความเป็นจริง ท่านว่า "การ "ทำใจ" ให้รับความเป็นจริง จะเรียกความมั่นคงของจิตใจกลับคืนมา ทำให้สามารถหันหลังให้อดีตมามองปัจจุบัน เพื่อจะได้ก้าวย่างไปบนเส้นทางอนาคตอย่างสง่างาม การ "ทำใจ" ไม่เพียงแค่สมานรอยแผล แต่จะนำไปสู่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความพอใจในความเป็น
ตัวของตัวเอง"

หนังสือพ็อคเกจบุ๊คสีเขียวสดใสที่ภาพบนหน้าปกกับชื่อหนังสือดูไม่ค่อยจะเข้ากันสักเท่าไหร่
"เข็มทิศชีวิต" เล่มนี้ สาวน้อยฯ ซื้อมาเกือบสองปีแล้ว อ่านไปนิดเดียวเองอีกเช่นกัน แต่เมื่อหัวใจเคว้งคว้าง สับสน เลยทำให้ได้อ่านจนหมดเล่มในเวลาอันรวดเร็ว
แม้ว่าบนหน้าปกหนังสือจะเขียนไว้ว่า "คู่มือพาหัวใจเดินทางอย่างมีความสุข" แต่ในบทบรรณาธิการบอกว่า "หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือ how to ที่จะบอกว่าเราควรเดินไปทางไหนจึงจะเจอความสุข...หากแต่จะชี้ให้เห็นช่องทาง...ให้ทุกคนได้หันกลับมาดูใจตัวเอง..."
คุณเอ๋ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่ตนเองเฝ้าสังเกต และมีข้อคิดเตือนใจที่เข้าใจได้ง่ายๆ เรื่องที่สาวน้อยฯ อ่านซ้ำหลายรอบเป็นเรื่อง "กุญแจใจ" คุณเอ๋เล่าถึง "เจน" ผู้ซึ่งสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรักหลายอย่าง รวมทั้งสามีผู้เป็นที่รักซึ่งปันใจให้กับผู้หญิงคนใหม่ ในช่วงเวลาที่เธอทุกข์ทรมานแสนสาหัสทั้งทางกายและทางใจนั้น เธอมีโอกาสได้พบลามะผู้หนึ่งซึ่งรับฟังเรื่องราวของเธอ จากนั้นก็บอกเธอว่า "กรรมที่เธอได้ทำไว้เมื่อใดไม่รู้นั้นได้ส่งผลให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นและได้จบลงแล้ว เธอได้ใช้ "หนี้" ไปแล้ว ตอนนี้เธอยังมีชีวิตอยู่...ยังไม่ตาย ยังมีปัญญา.. มีความสามารถ.. ที่จะทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิตที่เหลือของตนเองและ
ผู้อื่นได้อีกมาก และเธอกำลังจะได้เห็นธรรมะ.. หรือความจริงของชีวิตว่า.. ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร.. เกิดแล้วก็ดับไป ทุกสิ่งเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีทุกข์ใดจะอยู่กับเราได้ตลอดไป.. และไม่มีความสุขใดจะคงอยู่ถาวรเช่นกัน.."

จากวันนั้นเจนใช้ชีวิตช้าลง.. มีโอกาสกลับมาดูความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาแต่ละขณะในใจบ่อยขึ้น.. เธอเข้าใจความจริงของชีวิตว่าสิ่งที่ผ่านมาก็ต้องผ่านไป เราจะทุกข์ก็ต่อเมื่อใจของเราฝืนธรรมชาติอยากให้มันเป็นอย่างที่เราต้องการ เธอเรียนรู้ที่จะ "วางใจให้เป็น" เข้าใจธรรมชาติของชีวิตมากขึ้น ชีวิตก็ง่ายขึ้น

หากยาสามัญประจำบ้านมีไว้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางกาย หนังสือสามเล่มนี้ก็เปรียบเสมือนหนังสือสามัญประจำตัวที่สาวน้อยฯ มีไว้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดทางใจ

ตอนนี้สาวน้อยฯ มีคาถาประจำตัวที่มั่นท่องจนขึ้นใจเสมอว่า "สติ สมาธิ และปัญญา" ค่ะ

17 กันยายน 2552

ขณะที่กำลังนั่งทำงานในบ่ายวันนี้ สาวน้อยฯได้ยินสปอร์ตโฆษณาเพลงที่กำลังจะวางแผง
"ยอมลืมเพื่อรักต่อไป" ได้ยินประโยคนี้แล้วอึ้ง...
สาวน้อยฯ อยากประคับประคองความรักให้คงอยู่ต่อไปได้
สาวน้อยฯ ถามใจตัวเองซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบว่าเราจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ แล้วคบกันต่อไปได้หรือเปล่า...
สาวน้อยฯ ยังหาคำตอบไม่ได้ ใครจะไปลืมเรื่องที่ทำร้ายจิตใจอย่างนี้ได้ง่ายๆ กันเล่า

อย่างที่เค้าบอกไว้ว่าสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ยืดยาว คือ ความไว้วางใจ
ตอนนี้ ความไว้วางใจ ของสาวน้อยฯ ถูกแทนที่ด้วย ความหวาดระแวง ไปบ้างแล้ว
เราบอกกันเสมอว่าเราจะให้เกียรติและมีความไว้วางใจกัน
ตอนนี้ความหวาดระแวงกำลังสั่นคลอนความไว้วางใจและความรักของเราเสียแล้ว
ทำอย่างไรดี...ให้ความรักของเราเป็นเหมือนเดิม...
เป็นไปได้มั๊ย...ที่เราจะไว้วางใจคนรักได้เหมือนเดิม...





16 กันยายน 2552

Knitting for the Needy

เช้านี้สะดุดตาภาพข่าวในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เป็นผลงานงานถัก (knitting) ของ Ms. Murray ซึ่งเป็น textile designer เพื่อเชิญชวนให้ช่วยกันถักนิ้ตติ้งไหมพรม ขนาด
6 x 6 นิ้ว แล้วนำไปต่อกันเป็นผ้าห่ม ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว โดยจะนำไปมอบให้กับเด็กๆ จากหมู่บ้านห่างไกลบนภูเขาที่เรียนหนังสือและอาศัยอยู่ที่โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จังหวัดตาก ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความหนาวเย็นที่กำลังจะมาเยือนให้กับน้องๆ ผู้ขาดแคลนเครื่อง
นุ่งห่มกันหนาว

โครงการนี้มีชื่อว่า "Let's Knit for the Needy 2009" ที่มีโรงพยาบาล BNH ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นผู้สนับสนุนโครงการ งานแถลงข่าวนี้มีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สาวน้อยฯ รีบเปิดเว็ปไซต์โรงพยาบาล BNH หารายละเอียดของโครงการทันที

โรงพยาบาลบีเอ็นเอชขอเชิญชวนทุกท่านถักนิตติ้ง … ช่วยผู้ประสบภัยหนาว

ในปีที่ผ่านมา ผู้ยากไร้จำนวนมากทางภาคเหนือต้องประสบกับภัยหนาว เนื่องจากขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม ด้วยจิตสำนึกในการตอบแทนสังคม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กรุงเทพ จึงจัดโครงการ BNH Let’s Knit 2009 ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเชิญชวนประชาชนที่สนใจทุกท่าน ช่วยกันถักนิ้ตติ้งไหมพรม ขนาด 6 x 6 นิ้ว เพื่อนำไปต่อกันเป็นผ้าห่ม ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวทางภาคเหนือของไทย

ทุกท่านที่สนใจ สามารถถักนิ้ตติ้งไหมพรมสีใดและแบบใดก็ได้ ด้วยไม้นิตติ้งเบอร์ 6 สำหรับท่านใดที่ไม่รู้วิธีการถัก สามารถติดต่อขอคำแนะนำหรือสอบถามคอร์สสอนถักนิตติ้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ แผนกคอมมิวนิตี้ รีเลชั่น เซ็นเตอร์ ชิ้นงานที่ถักเรียบร้อยแล้วสามารถส่งมาได้ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช หรือจะนำมาให้ด้วยตัวเองที่เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับของโรงพยาบาล ภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2552

เป้าหมายของโครงการ คือการรวบรวมชิ้นงานให้ได้อย่างน้อย 10,656 ชิ้นงาน เพื่อนำมาประกอบเป็นผ้าห่มจำนวน 111 ผืน

ขอเชิญทุกท่านร่วมแสดงพลังของการให้ในสังคมไทย ด้วยการถักนิตติ้งเพื่อมอบความอบอุ่นให้กับผู้ประสบภัยภาคเหนือในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
แผนก Community Relations Centre
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร. 02-686-2700 ต่อ 3372, 3375, 3395


15 กันยายน 2552

Umami Cooking Club ในเครือบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้รัก
การทำอาหาร


แนะนำการทำอาหารทุกขั้นตอน อย่างละเอียด ไปจนถึงเทคนิคการทำธุรกิจ
ร้านอาหาร
*เปิดสอนทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น.
**พิเศษ สามารถจัดกลุ่มเฉพาะของท่านได้
***ฟรี เฉพาะค่าสอน
****มีค่าวัตถุดิบ ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2382-1160
หรือ e-mail : umamicookingclub@daidomon.co.th

14 กันยายน 2552

สาวน้อยฯ เป็นอะไรก็ไม่รู้ เป็นตะคริวที่ขาตอนนอนหลับจนทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่บ่อย ไม่ทราบว่าใครมีอาการแบบนี้บ้างหรือไม่

สาวน้อยฯ มีอาการดังที่ว่านี้มานานนับสิบปี แต่ไม่ทราบว่าทำไม และจะเป็นอันตรายหรือไม่ จนกระทั่งได้อ่านบทความนี้จึงทราบสาเหตุ และวิธีการรักษาค่ะ

ตะคริวที่ขา คือ อาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่ขาอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉียบพลันเนื่องจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง ส่วนใหญ่จะปวดที่น่อง บางครั้งอาจเป็นที่ต้นขาหรือเท้า ตะคริวที่ขาอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ แต่จะเป็นบ่อยที่สุดในขณะนั่งหรือนอนและเป็นมากขึ้นขณะใกล้นอนหลับ

ผู้ป่วยอยู่ๆ จะรู้สึกกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งที่ขามีการแข็งตัวและปวดมาก เอามือคลำดูจะรู้สึกแข็งเป็นก้อน ถ้าพยายามขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะทำให้ยิ่งแข็งตัวและปวดมากขึ้น หากเป็นขณะนอนหลับผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดจนสะดุ้งตื่น สำหรับผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูงจะมีโอกาสเป็นตะคริวได้บ่อยขึ้น และอาจเป็นขณะที่เิดินนานๆ หรือช่วงที่มีอากาศเย็นในตอนดึกหรือเช้ามืด เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดที่ขาไม่ดี

ส่วนการแพทย์จีนได้จัดอาการตะคริวโดยเฉพาะตะคริวที่ขาขณะนอนหลับให้อยู่ในกลุ่มอาการที่เกิดจาก ภาวะไตอ่อนแอ ผู้ที่มีอาการตะคริวที่ขาขณะนอนหลับมักจะมีอาการผิดปกติของระบบประสาทขณะนอนหลับอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขากระตุกในขณะนอนหลับ สะดุ้งตื่นเป็นประจำ ฝันว่าตกจากที่สูงจนตกใจตื่นเป็นประจำ ฟันไปขบลิ้นในขณะนอนหลับ ฝันทั้งคืนและตื่นเช้าขึ้นมาไม่สดชื่น เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการตะคริวที่ขาเป็นประจำยังมักจะมีอาการปัสสาวะบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย ขี้หนาว ฝ่ามือฝ่าเท้าเย็น ฯลฯ

การแพทย์จีนจึงนิยมใช้วิธีบำรุงไตเพื่อบำบัดอาการตะคริว เมื่อไตแข็งแรงขึ้น อาการตะคริวที่ขาขณะนอนหลับและอาการอื่นที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอก็จะค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปในที่สุด

แหล่งข้อมูล : เอินเวย์ ผู้นำเวชภัณฑ์สมุนไพรจีน




11 กันยายน 2552

ช่วง 2-3 ปีหลังนี้มีคนแนะนำให้กินอาหารตามกรุ๊ปเลือดหลายคน เค้าบอกว่าได้ยินมาว่าการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะช่วยสร้างสมดุลที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน ระบบย่อย ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มพละกำลัง แล้วก็ช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย (ประโยชน์ประการสุดท้ายนี่ซิน่าสนที่สุด..อิ..อิ..)

สาวน้อยฯ เกิดสงสัยขึ้นมาทันทีว่าการกินเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ดังที่ว่านี้เกี่ยวอะไรกับกรุ๊ปเลือดด้วยล่ะ???
แล้วก็ได้คำตอบจาก Dr. Peter J.D'Adamo ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ Eat Right for Your Type เค้าอธิบายว่าเลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน โดยจะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระมีคุณสมบัติเหนียว และจับเกาะติดเลือดเรียกว่า เล็คติน ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะสมกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน และสารโปรตีน (Antigen) ที่ฉาบอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงนี้เองที่เป็นตัวจำแนกกรุ๊ปเลือด


กรุ๊ปเลือดสามารถจำแนกได้หลายระบบซึ่งมากกว่า 20 ระบบ ระบบกรุ๊ปเลือดที่สำคัญที่ควรทราบได้แก่
กรุ๊ปเลือดระบบ ABO และระบบ Rh
# กรุ๊ปเลือดในระบบ ABO
จะมีสารโปรตีน (Antigen) เป็นตัวจำแนกกรุ๊ปเลือดคือ สารโปรตีน A (Antigen-A) และสารโปรตีน B (Antigen-B) เป็นตัวกำหนด ดังนี้
>> กรุ๊ปเลือด A คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน A (Antigen-A)
อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง และมี Antibody-B อยู่ในน้ำเหลือง
>> กรุ๊ปเลือด B คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน B (Antigen-B)
อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง และมี Antibody-A อยู่ในน้ำเหลือง
>> กรุ๊ปเลือด O คือ กรุ๊ปเลือดที่ไม่มีสารโปรตีน A (Antigen-A) และสารโปรตีน B(Antigen-B) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงแต่มี Antibody-A และ Antibody-B อยู่ในน้ำเหลือง
>> กรุ๊ปเลือด AB คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน A (Antigen-A) และสารโปรตีน B(Antigen-B) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ไม่มี Antibody-A และ Antibody-B อยู่ในน้ำเหลือง
# กรุ๊ปเลือดในระบบ Rh
จะมีสารโปรตีน (Antigen) ที่ฉาบอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเรียกว่า สารโปรตีน D (Antigen-D) เป็นตัวกำหนด ดังนี้
>> 1. กรุ๊ปเลือด Rh บวก (Rh positive) คือ กรุ๊ปเลือดที่มีสารโปรตีน D (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ในคนไทยมีกรุ๊ปเลือด Rh บวก ประมาณ 99.7 % ซึ่งกรุ๊ปเลือด Rh บวกนี้ เราเรียกง่ายๆ ว่า “หมู่โลหิตธรรมดา”
>> 2. กรุ๊ปเลือด Rh ลบ (Rh negative) คือกรุ๊ปเลือดที่ไม่มีสารโปรตีน D (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ในคนไทยพบว่ามีกรุ๊ปเลือดนี้เพียง 0.3 % หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งเราเรียกง่ายๆ ว่า "หมู่โลหิตหายาก" หรือ "หมู่โลหิตพิเศษ" (Rh negative) นั่นเอง
จากสถิติกรุ๊ปเลือดของคนไทยที่พบมักอยู่ในกรุ๊ปเลือด O 38 %, กรุ๊ปเลือด B 34 %, กรุ๊ปเลือด A 21 %, กรุ๊ปเลือด AB 7 %, กรุ๊ปเลือด Rh ลบ 0.3 %

สำหรับการเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดนั้นจะอ้างอิงกับกรุ๊ปเลือดในระบบ ABO ค่ะ
สาวน้อยฯ พอจะสรุปจากข้อมูลที่ได้จากร้านวีรสุว่าหลักในการกินตามกรุ๊ปเลือดเป็นความสัมพันธ์ของอาหารที่เราบริโภคกับการสนองตอบของร่างกายต่ออาหารนั้น ว่าย่อยง่ายหรือไม่ เผาผลาญเป็นพลังงานที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีเพียงไร ซึ่งเลือดจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุด

มนุษย์กลุ่มแรกดำรงชีวิตเป็นนักล่า เป็นพวกกินเนื้อสัตว์จะมีเลือดกรุ๊ปเลือด O ซึ่งมีกรดในกระเพาะอาหารสูงเพื่อย่อยเนื้อสัตว์ได้ดี
เมื่อมนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานและรู้จักเพาะปลูกมากขึ้น วิวัฒนาการของมนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นกรุ๊ปเลือด A เพราะร่างกายไม่ต้องการโปรตีนมากเหมือนเมื่อก่อน อาหารที่จำเป็นต่อร่างกายก็เป็นพวกปลา และพืชผักต่างๆ
กรุ๊ปเลือด B เกิดขึ้นภายหลังเมื่อร่างกายได้พัฒนาสมดุลในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันและระบบการย่อย เพราะนอกจากผักแล้วยังต้องกินเนื้อสัตว์และนมเนยที่ได้จากฝูงสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ด้วย
กรุ๊ปเลือด AB นั้นเกิดขึ้นหลังสุด ซึ่งค้นพบเมื่อ 1,000-1,500 ปีมานี้เอง เป็นกรุ๊ปเลือดกลุ่มน้อย ระบบภูมิคุ้มกันและระบบการย่อยซับซ้อนขึ้น มีส่วนคล้ายกับกรุ๊ปเลือด A และ B

การเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดยังมีรายละเอียดอีกมาก แล้วสาวน้อยฯ จะกลับมาเพิ่มเติมให้ทีหลังนะคะ

แหล่งข้อมูล :
http://www.nbc.in.th/
http://www.blooddonationthai.com/

10 กันยายน 2552

"เห็นโฆษณาโรจูคิสมั๊ย" พี่ที่ทำงานถาม "พี่เห็นเมื่อวันก่อน เป็นของเกาหลี ช่วยลดรูขุมขนด้วยนะ อยากลองใช้จัง โฆษณาแต่ของ แต่ไม่บอกว่าขายที่ไหน แล้วจะไปซื้อได้งัยเนี๊ยะ" พี่แกบ่นต่ออีกนิดหน่อย
พอสาวน้อยฯ ได้ยินว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดรูขุมขนได้ก็หูผึ่งทันที แล้วก็ตั้งน่าตั้งตารอดูโฆษณา ในที่สุดก็ได้ดูโฆษณาโรจูคิส ของเค้าดูดีน่าใช้เชียว นั่นไง...นั่นไง... ตอนจบโฆษณา ตรงด้านล่างของหน้าจอโทรทัศน์บอกไว้ว่ามีขายที่ร้านบูทส์ กับ ร้านวัตสัน อย่างนี้พลาดไม่ได้ซะแล้ว



แต่น...แต่น...แต๋น...ซื้อมาแล้วจ้า...
Perfect Pore-less Serum
มีสรรพคุณทำให้รูขุมขนกว้างที่เห็นชัด มีขนาดดูเล็กลง
เพื่อผิวเนียนละเอียดยิ่งขึ้น







ไม่รู้ว่าจะได้ผลดีจริงเหมือนที่โฆษณาหรือเปล่า อีกเดือนนึงจะบอกนะจ๊ะ
เค้าแนะนำว่าให้ถ่ายรูปผิวหน้าตอนก่อนใช้ไว้ด้วย แล้วเอาเปรียบเทียบกับรูปถ่ายตอนหลังจากที่ใช้ไปแล้ว
เพราะถ้าสังเกตดูด้วยตาเปล่าอาจจะเห็นไม่ชัดเจน แต่สาวน้อยฯ ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เปรียบเทียบหรอกนะ

หลังจากที่ซื้อโรจูคิสขวดนี้มาแล้วก็ไปด้อมๆ มองๆ ตามร้านขายยา บางร้านก็มีผลิตภัณฑ์ของโรจูคิสขายด้วยล่ะ สาวน้อยฯ ไปเก็บโบรชัวร์ที่เคาน์เตอร์มาแล้วเพิ่งรู้ว่าโรจูคิสมีผลิตภัณฑ์อย่างอื่นอีก ตอนแรกคิดว่ามีแต่เฉพาะผลิตภัณฑ์ลดความกว้างของรูขุมขนเท่านั้น ว่าแล้วก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเหมือนเคยค่ะ

ผลิตภัณฑ์ของโรจูคิสจะแบ่งเป็น 4 Line ค่ะ
1. Perfect Pore-Less Line








2. Acne Line








3. Whitening Line







4. Spcial Care







ขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์โรจูคิส





















ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สรรพคุณ และสามารถสั่งซื้อ on-line ที่เว็ปไซด์นี้ได้เลยค่ะ
http://www.rojukissthailand.com/

5 กันยายน 2552

เมื่อวานตอนเย็นแวะไปงานไทยเที่ยวไทยก่อนกลับบ้าน เพราะคาดว่าวันนี้จะไม่ว่างไป สาวน้อยฯ ออกจากงานราว 3 ทุ่ม พอสตาร์ทรถ เปิดวิทยุก็เป็นเวลาของรายการคลับฟรายเดย์ทางคลื่นวิทยุ 106.5 ดำเนินรายการโดยดีเจพี่ฉอดและดีเจพี่อ้อย ปกติสาวน้อยฯ ไม่ได้ฟังคลื่นนี้ แต่เหมือนมีอะไรมาดลใจให้เปลี่ยนคลื่นเมื่อช่วงเย็นตอนก่อนจอดรถเลยค้างไว้ที่คลื่นนี้ เสียงเพลงที่ดังขึ้นเป็นเพลง "รักระยะสุดท้าย" ซึ่งเป็นหัวข้อของรายการในครั้งนี้ ได้ยินเสียงเพลงแล้วน้ำตาร่วงทันที ช่วงเวลาของเราจะเป็น "รักระยะสุดท้าย" หรือเปล่านี่ ราวเดือนกว่าแล้วที่สาวน้อยฯ ได้ทราบความจริง (โดยบังเอิญ) ว่าคนรักคบหาดูใจกับผู้หญิงคนใหม่มาซัก 5-6 เดือน (แต่รู้จักกันมาเกือบ 2 ปี) เค้าบอกว่าที่เค้ายังไม่บอกสาวน้อยฯ เพราะเค้ายังไม่แน่ใจกับคนใหม่เท่าไร แล้วเราหล่ะ?? หรือเราคบกันมานานเกินไป (ย่างเข้าปีที่ 12 แล้ว) เราหวังไว้ว่าจะรักและดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรกัน??

ยังไม่มีการบอกเลิกกันแต่อย่างใด แต่บรรยากาศระหว่างเราทั้งสองไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เค้ายังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับสาวน้อยฯ นี่ซิ...เหมือนใจจะขาดเสียให้ได้.... เหมือนมีใครบางคนหรืออะไรบางอย่างต้องการให้สาวน้อยฯ ได้ฟังแง่คิดและมุมมองของคนอื่น ทำให้มีโอกาสได้ฟังรายการคลับฟลายเดย์ในหัวข้อนี้
ผู้ฟังหลายคนโทรศัพท์และส่งข้อความเข้ามาในรายการ ดีเจพี่ฉอดบอกให้ทำใจเย็นๆ 'ปัญหา' จะไม่อยู่กับเราตลอดไป ถ้าวันนี้เรายังแก้ปัญหาไม่ได้ 'เวลา' จะช่วยให้ 'ปัญหา' ผ่านพ้นไปเอง.......
ขอให้ 'เวลา' ช่วยพาปัญหาไปจากเราจริงๆ ด้วยเถิด.........
ดีเจพี่อ้อยบอกว่า "สิ้นสุดอย่างเจ็บปวด ดีกว่าเจ็บปวดไม่สิ้นสุด" แล้วคุณคิดว่าอย่างไรคะ......................

เมื่อช่วงบ่ายก็เพิ่งได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับหนึ่งที่ทำให้สาวน้อยฯ นั่งซึม น้ำตาแทบร่วง...
ไม่ทราบว่าใครเขียนจดหมายนี้ และเรื่องราวในจดหมายเกิดขึ้นกับใครและเมื่อใด แต่ดูเหมือนเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว เกิดขึ้นกับหลายๆ คน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นอีก...กับอีกหลายคนบนโลกใบนี้...และจะเกิดขึ้นอีกเรื่อย....ไป

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรามีเรื่องของคู่รัก 2 คู่มาเล่าให้ฟัง …
ทั้ง 2 คู่ต่างก็เป็นคู่รักที่รักกันมากดูแลเอาใจใส่และเข้าอกเข้าใจกันมานาน 7-8 ปี
เป็นคู่รักที่คนรู้จักต่างก็แน่ใจว่าอีกไม่นานก็คงได้ยินข่าวดีจากคู่รัก 2 คู่นี้แน่ๆ
แต่แล้ววันนึงก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นกับคู่รักทั้ง 2 คู่......
เมื่อฝ่ายชายก็ได้พบใครใหม่ที่คิดว่า ‘ใช่ ‘ มากกว่า ผู้หญิงคนใหม่ที่สวยกว่าและมีเสน่ห์มากกว่า
ฝ่ายชายตัดสินใจคบดูใจด้วย โดยที่ยังไม่เลิกกับคู่รักเดิม ….ยิ่งคบเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่
ผู้หญิงคนใหม่ที่คบกันมา 2 – 3 เดือน กับคนรักคนเดิมใน 7- 8 ปีที่ผ่านมา
เริ่มถ่วงดุลน้ำหนักที่เท่ากันบนตาชั่งการตัดสินใจของเขา
ทายสิว่า ชายหนุ่มทั้งคู่เลือกใคร เขาทั้งคู่เลือกผู้หญิงคนใหม่ ….
สิ่งที่ผู้ชายทั้งคู่ต่างหยิบยกมากล่าวถึงก็คือ คนรักคนเดิมที่เคยคบด้วยมีอะไรบางอย่างที่เขาไม่ค่อยชอบใจ
อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวบางประการ แต่ในขณะที่คบกันมานั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาพอรับได้
เมื่อเทียบกับความดีอื่นๆ ที่เธอทำให้เขาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักอย่างหมดใจที่เธอมีให้เขา
แต่วันนึงที่พบผู้หญิงคนใหม่ อะไรที่เคยทนได้ก็กลับทนไม่ได้ขึ้นมา
โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงคนใหม่ไม่ได้มีข้อเสียในจุดนั้นเหมือนคนรักเก่า

แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่ …

ผู้ชายคนที่ 1 ถูกคนรักของเขาจับได้เองว่าเขามีผู้หญิงคนใหม่และเมื่อเขาบอกว่าเขาเลือกผู้หญิงคนใหม่
เขาให้เหตุผลว่า ‘เขาดีกว่าคุณทุกอย่าง เขาคอยดูแลผมเขาเข้าใจผม (และที่สำคัญเขาสวยกว่า และใหม่กว่าคุณด้วย)‘
ส่วนผู้ชายคนที่ 2 …เลือกสารภาพกับคนรักว่า‘ผมเป็นคนผิดเองที่นอกใจคุณ แต่คนที่ผมเลือกก็เป็นเขา
ขอโทษนะ ผมผิดเอง ขอโทษจริงๆ’
ถามคุณว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างการปฏิบัติของผู้ชาย 2 คนนี้…. แบบไหนที่ดูเป็น ‘ลูกผู้ชาย’ มากกว่ากัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้ามีทางเลือก …ผู้หญิงเราคงไม่เลือกสักทาง...จริงไหม เพราะถ้าเราเลือกได้จริงๆ เราก็ขอเลือกให้เขามีเราคนเดียวมากกว่า

เราเชื่อว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่ (อาจจะไม่ทุกคน … แต่ก็เชื่อว่าเป็นจำนวนมาก) ต้องการมากที่สุดในการตัดสินใจที่จะรักและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครสักคนแล้ว ก็คือความ ’จงรัก’ และ ’ภักดี’

คุณทมยันตี เคยกล่าวถึงคำทั้ง 2 คำไว้

และเราสรุปเป็นใจความได้ว่า ‘จงรัก’ อาจจะมากมายในวัยหนุ่มสาว อาจจะร้อนแรง อาจท่วมท้นในยามแรกรัก!
แต่วันนึงอาจจะจืดจางได้ตามกาลเวลาแต่คนรักคู่ใดๆ ในโลกก็มักเริ่มชีวิตคู่ด้วยคำๆ นี้
แต่ ‘ภักดี’ นั้นชั่วชีวิต ความจงรักหรือความรักนั้น เราเชื่อว่ามันไม่เข้มข้น ร้อนแรงตลอดไปก็จริง

แต่มันคงเหลืออวลไอเป็นใยบางๆ ไว้ตราตรึงใจบ้างกระมังในยามที่เราหวนนึกถึงมัน
แต่การที่คนสองคนอยู่กันมานานแสนนานขนาดนี้ ย่อมต้องมีความผูกพัน ความเห็นอกเห็นใจ
และเข้าใจซึ่งกันและกันบ้างไม่มากก็น้อย

สิ่งที่เราเห็นจากคู่รักทั้งสองคู่ก็คือ… ฝ่ายชายหมดความ ‘จงรัก’ ลงไปแต่ความรู้สึกอื่นๆ ล่ะ ความผูกพัน
ของคนสองคน
ความเห็นอกเห็นใจความเข้าอกเข้าใจที่เคยมี มันไม่เหลือพอที่จะผูกใจเขาให้อยู่กับเราแล้วหรือ
คู่รักทั้ง 2 คู่ เป็นคู่ที่เรารู้จักดีทั้ง 2 คู่ ตอนที่เขารักกันเขาก็รักกันมาก เขาดูแลกันเป็นอย่างดี ตอนนี้เมื่อถึง
จุดแตกหักเราพอรู้ว่าฝ่ายหญิงจะเป็นอย่างไร พอเข้าใจว่าผู้หญิงที่รักและภักดีต่อฝ่ายชายแต่เพียงผู้เดียวจะรู้สึกอย่างไร

ผู้หญิง 1 ใน 2 คนนี้บอกกับฝ่ายชายตอนที่เขามาขอเลิกว่า
‘ ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่กับคุณก่อน จะอยู่ดูแลคุณอีกสักพัก
เพราะตอนนี้คนรอบข้างคุณและเพื่อนๆ ของเราไม่ค่อยมีใครอยู่ข้างคุณ
แล้วพอเพื่อนๆ ของเรายอมรับผู้หญิงคนใหม่ของคุณได้แล้วฉันก็จะไป ’


แต่ฝ่ายชาย เราไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะคิดอย่างไร อาจจะกำลังมีความสุขกับผู้หญิงคนใหม่
ความรักอาจกำลังท่วมท้น อาจกำลังวางแผนสร้างอนาคตที่สดใสกันอยู่
เขาอาจจะมีความรักที่รุ่งโรจน์กว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้
เราก็หวังไว้แต่ว่าวันนึง เขาคงจะไม่เจอคนที่ ‘ใช่มากกว่า’ อีกเพราะนั่นหมายถึง
ผู้หญิงที่ต้องเสียใจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 คน
ถ้าเราคิดจะมองหาคนที่ถูกใจคนที่ ‘ใช่’ คุณเชื่อไหมว่าเราหาได้เกือบชั่วชีวิต
แต่คนที่จะตรงใจคุณจริงๆ 100% นั้น ไม่มีหรอก นอกจากคุณจะหยุดความต้องการที่ไม่มีข้อสิ้นสุด
ของตัวคุณเองลง

เราเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการบอกว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องการให้คุณหยุดคิดสักนิดว่า
อะไรในชีวิตที่คุณต้องการ อะไรที่เป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่ากัน

มนุษย์เรา หากจะรักและคิดจะใช้ชีวิตร่วมกับใครก็คงจะต้องการเพียงแต่ ‘เพื่อนคู่ชีวิต’ สักคน
คนที่อยู่กับเราเสมอไม่ว่ายามทุกข์ยากลำบากหรือผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
คนที่มองเห็นข้อเสียและข้อผิดพลาดของคุณ แต่ก็ยังรักและยังอภัยให้คุณได้เสมอ
คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณแม้คุณจะกลายเป็นตาแก่หัวล้าน พุงยาน หนังเหี่ยวเขาก็พร้อมที่จะแก่เฒ่า
ไปพร้อมกับคุณ

แต่...คนที่ว่ามานี้ คุณมักลืมเขาในยามที่คุณยังมีความสุขอยู่
ในยามที่ชีวิตของคุณยังเป็น ‘ผู้เลือก’ ที่ถูกห้อมล้อมด้วยผู้ถูกเลือกได้อยู่
ในยามที่คุณยังมีหน้าตา มีเครื่องประกอบชีวิตที่เป็นที่สนใจจากคนเหล่านั้นอยู่
คุณอาจจะต้องนึกถึงเขาอีกที ในยามที่คุณไม่มีใครแล้ว......

ในยามที่คนที่คุณคิดว่า ‘ใช่’
เขาก็ไปกับคนใหม่ที่เขาก็คิดว่า ‘ใช่’ มากกว่าคุณเหมือนกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------




ThaiBlog.info

;;