วันนี้ครบ 2 เดือนพอดีที่เกิดวิกฤตการณ์ความรัก ยังรู้สึกเสียใจไม่น้อยไปกว่าวันนั้นเลยซักนิด ยังจำเหตุการณ์
วันนั้นได้เป็นอย่างดีเหมือนเพิ่งเกิดไปเมื่อวานนี้ แม้ว่าจะเศร้า เสียใจ ผิดหวัง เจ็บปวดอย่างไร แต่สาวน้อยฯ ก็ยังรักและคิดถึงคนรักอยู่เสมอ ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ทำไมเราไม่โกรธ ไม่เกลียดเค้าบ้าง มันอาจจะทำให้เราเลิกคิดถึง เลิกรักเค้าเสียทีก็ได้นะ...
ในช่วงเวลาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมานี้ สาวน้อยฯ มีผู้ให้คำแนะนำ และเตือนสติอยู่ 2-3 คน ซึ่งก็คือ พระไพศาล
วิสาโล คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ และคุณเอ๋-ศิริรัตน์ ณ พัทลุง ต.สุวรรณ สาวน้อยฯ ไม่ได้รู้จักกับทุกคนเป็นการส่วนตัวหรอกนะคะ แต่สาวน้อยฯ ได้รับแนวคิดดีๆ หลายอย่างจากหนังสือที่ทุกคนเขียน
โดยปกติแล้ว สาวน้อยฯ จะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือประเภท how to (ขนาดพวก manual ต่างๆ ยังไม่ชอบเลย) เพราะคิดว่าทุกเรื่องราวที่อยู่ในหนังสือเหล่านี้นั้นต่างก็เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอ่านกันอีกหรอก แต่ในยามที่มีปัญหาคับอก พยายามหาทางออกอย่างไรก็เหมือนจะมืดแปดด้านไปหมด ในเวลาที่รู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าลง หายใจแทบไม่ออก สมองเฉื่อยชา ร่างกายอ่อนแรงอย่างนี้ เรื่องราวต่างๆ ที่สาวน้อยฯ คิดว่ารู้ดีอยู่แล้วนี่แหล่ะที่ช่วยรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย กระเจิดกระเจิงให้กลับมารวมกัน เข้าที่เข้าทางอย่างเป็นระเบียบได้อีกครั้ง...
เมื่อสติมา ปัญญาก็จะมีค่ะ
หนังสือพ็อคเกจบุ๊ค หน้าปกเป็นรูปการ์ตูนน่ารัก สีหวานเล่มนี้เขียนโดย
พระไพศาล วิสาโล
สาวน้อยฯ ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนั้นเห็นหน้าปกแล้วชอบ คิดว่าน่ารักดี แต่ก็งงว่า เป็นหนังสือที่พระเขียนหรือนี่??? หน้าปกมีป้ายข้อความว่า "หนักแค่ไหนก็ไม่ทุกข์ สุขแค่ไหนก็ไม่พลั้ง" เปิดดูด้านในก็ยังมีรูปการ์ตูนน่ารักๆ ประกอบอีกตลอดทั้งเล่มเลย
พระไพศาลท่านเขียนเรื่องเตือนสติ สอนใจ ไว้เป็นเรื่องสั้นๆ น่าสนใจ อ่านง่ายไม่น่าเบื่อ ท่านให้ข้อคิด และแนวทางฉลาดทำใจ แยกตามความทุกข์ที่ต้องเผชิญ สำหรับคนที่เป็นทุกข์เพราะความรักเหมือนสาวน้อยฯ นั้น ท่านบอกว่า "ความพลาดหวังในรักไม่ได้หมายถึงความสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีเพียงบางอย่างที่หลุดมือคุณไป แต่ยังมีสิ่งทรงคุณคำ
อีกมากมายที่อยู่กับคุณ ขณะเดียวกันการที่คุณถูกปฎิเสธความรักไม่ได้หมายความวำตัวคุณไร้คุณคำ ยังมีคนอีกมากมายที่รักคุณ เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย หรือใครบางคนที่มีใจให้คุณ อย่าให้ใครคนเดียวมาตัดสินคุณค่าของตัวคุณหรือกุมชะตาชีวิตของคุณไว้ อกหักคืออดีตที่ผำนไปแล้ว ความผิดหวังในอดีตทำอะไรคุณไม่ได้ หากคุณไม่ยึดเกาะหรือแบกเอาไว้ ยิ่งแบกก็ยิ่งทุกข์ ปล่อยวางเสียได้ก็เป็นสุข มองในแง่ดี เขาหรือเธอคนนั้นยังไม่ใช่เนื้อคู่ของคุณ การที่เขาหรือเธอปฎิเสธความรักของคุณ ทำให้คุณมีอิสระที่จะค้นหาผู้ที่เหมาะสมกับคุณจริงๆ อย่างไรก็ตาม ควรเก็บเกี่ยว
บทเรียนหรือประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้เอาไว้บ้าง อย่างน้อยการอกหักก็สอน คุณว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่สมหวังไปเสียทุกอย่าง ความผิดหวังเป็นธรรมดาของชีวิต ถึงแม้วำสมหวังวันนี้ ก็ใช่วำวันหน้าจะสมหวังไปได้ตลอด ความผิดหวังวันนี้มองแง่ดีคือสร้างภูมิต้านทานให้คุณอดทนต่อความไม่สมหวังในวันข้างหน้าได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันเหตุการณ์ครั้งนี้ยังเตือนคุณด้วยว่า ยิ่งหวังมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์จากความไม่สมหวังมากเท่านั้น การปล่อยวางจากความหวัง และยอมรับว่ามีเหตุปัจจัยอีกมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ จะช่วยให้คุณเผชิญกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ดีขึ้น ไม่เฉพาะแต่เรื่องของความรักเท่านั้น"
หนังสือพ็อคเกจบุ๊ค หน้าปกเป็นรูปกราฟฟิคคนสองคนจับมือกันลอยตัวในอากาศ เข้ากันดีกับชื่อหนังสือ "วิชาตัวเบา" มีคำโปรยบนหน้าปกว่า "เคล็ดลับเพื่อทำชีวิตให้ง่าย และมีความสุข"
สาวน้อยฯ ซื้อหนังสือเล่มนี้มีหลายปีแล้ว น่าจะราว 4-5 ปีแล้วหล่ะ แต่ยังไม่ได้อ่านเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เองที่ได้อ่าน และหัดฝึกวิชาเพื่อให้ตัวเบา หลุดพ้นจากปัญหาหนักอกหนักใจให้ได้เสียที
คุณหญิงเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาษาที่เรียบง่าย เป็นกันเอง เหมือนกำลังนั่งเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวท่านให้สาวน้อยฯ ฟังอย่างคนที่เข้าใจชีวิต และสอดแทรกแนวคิดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่นถือมั่น มองเห็นและยอมรับความเป็นจริงของชีวิต เพื่อที่จะอยู่กับชีวิตที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ ความสมหวังและความผิดหวัง ความดีใจและความเสียใจ และอารมณ์ ความรู้สึกอื่นๆ ได้อย่างเบาสบายตัว คุณหญิงให้ฝึกมองว่า "ปัญหาเป็นของชั่วคราว ไม่เที่ยงแท้ เราโง่เองที่ไปยึดติดจนวนเวียนเป็นวัวพันหลัก" ท่านว่า "การเกิดการตาย ช่วยลดความสำคัญของตัวเองให้เหลือนิดเดียว และในเมื่อ "ตัวฉัน" ไม่สำคัญ "ปัญหาของฉัน" ก็ไม่สำคัญสักเท่าใดไปด้วย สำคัญน้อยก็ยึดติดน้อย ปล่อยวางมากขึ้น ใจก็ปลอดโปร่ง สมองโปร่งตาม จนเห็นหนทางที่จะจัดการกับปัญหา...แก้ส่วนที่แก้ได้ และยอมรับส่วนที่แก้ไม่ได้"
สำหรับทางเลือกกับชีวิตนั้น ท่านเชื่อว่า "คนที่มีศิลปะที่แท้ในการใช้ชีวิต คือคนที่รู้ว่าอะไรที่เลือกได้ อะไรที่เลือกไม่ได้ จะทำอย่างไรกับส่วนที่เลือกได้ จะทำอย่างไรกับส่วนที่เลือกไม่ได้" เมื่อชีวิตสาวน้อยฯ ต้องเลือก ท่านก็แนะว่า "มนุษย์เรามีศักยภาพที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า การรู้จักพิจารณาทางเลือกอย่างมีสติ และยอมรับในสิ่งที่เลือกไม่ได้อย่างมีสติเช่นกัน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการสร้างศักยภาพนั้น"
สาวน้อยได้ฝึกทักษะ การย่อภูเขาให้เท่าจอมปลวก ท่านว่า "ระยะห่างมีผลกับการมองปัญหา ยิ่งใกล้ตัวยิ่งดูใหญ่และคมชัด เรื่องราวของตัวเองหรือคนใกล้ตัวจะดูใหญ่โต เมื่อเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ในมิติเวลาก็เช่นกัน ปัญหาที่ผ่านไปแล้วก็จะดูเล็กกว่าปัญหาที่กำลังร้อนรุ่ม" และ "มีความรักตัวเองอีกแบบหนึ่งที่จะสร้างสรรค์และช่วยถนอมใจให้เป็นสุข คือรักอย่างถอยห่างจากอารมณ์ออกมาพิจารณาปัญหา เหมือนถอยออกมามองภาพเขียน....เป็นอุบายที่ช่วยให้เห็นภาพกว้างและไม่ให้เข้าข้างตัวเอง ถ้าปล่อยระยะเวลาให้ผ่านไปสักนิด ก็จะได้ความห่างในมิติเวลาอีกด้วย"
ทักษะอีกอย่าง คือ การทำใจให้รับความเป็นจริง ท่านว่า "การ "ทำใจ" ให้รับความเป็นจริง จะเรียกความมั่นคงของจิตใจกลับคืนมา ทำให้สามารถหันหลังให้อดีตมามองปัจจุบัน เพื่อจะได้ก้าวย่างไปบนเส้นทางอนาคตอย่างสง่างาม การ "ทำใจ" ไม่เพียงแค่สมานรอยแผล แต่จะนำไปสู่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความพอใจในความเป็น
ตัวของตัวเอง"
หนังสือพ็อคเกจบุ๊คสีเขียวสดใสที่ภาพบนหน้าปกกับชื่อหนังสือดูไม่ค่อยจะเข้ากันสักเท่าไหร่
"เข็มทิศชีวิต" เล่มนี้ สาวน้อยฯ ซื้อมาเกือบสองปีแล้ว อ่านไปนิดเดียวเองอีกเช่นกัน แต่เมื่อหัวใจเคว้งคว้าง สับสน เลยทำให้ได้อ่านจนหมดเล่มในเวลาอันรวดเร็ว
แม้ว่าบนหน้าปกหนังสือจะเขียนไว้ว่า "คู่มือพาหัวใจเดินทางอย่างมีความสุข" แต่ในบทบรรณาธิการบอกว่า "หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือ how to ที่จะบอกว่าเราควรเดินไปทางไหนจึงจะเจอความสุข...หากแต่จะชี้ให้เห็นช่องทาง...ให้ทุกคนได้หันกลับมาดูใจตัวเอง..."
คุณเอ๋ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่ตนเองเฝ้าสังเกต และมีข้อคิดเตือนใจที่เข้าใจได้ง่ายๆ เรื่องที่สาวน้อยฯ อ่านซ้ำหลายรอบเป็นเรื่อง "กุญแจใจ" คุณเอ๋เล่าถึง "เจน" ผู้ซึ่งสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรักหลายอย่าง รวมทั้งสามีผู้เป็นที่รักซึ่งปันใจให้กับผู้หญิงคนใหม่ ในช่วงเวลาที่เธอทุกข์ทรมานแสนสาหัสทั้งทางกายและทางใจนั้น เธอมีโอกาสได้พบลามะผู้หนึ่งซึ่งรับฟังเรื่องราวของเธอ จากนั้นก็บอกเธอว่า "กรรมที่เธอได้ทำไว้เมื่อใดไม่รู้นั้นได้ส่งผลให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นและได้จบลงแล้ว เธอได้ใช้ "หนี้" ไปแล้ว ตอนนี้เธอยังมีชีวิตอยู่...ยังไม่ตาย ยังมีปัญญา.. มีความสามารถ.. ที่จะทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิตที่เหลือของตนเองและ
ผู้อื่นได้อีกมาก และเธอกำลังจะได้เห็นธรรมะ.. หรือความจริงของชีวิตว่า.. ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร.. เกิดแล้วก็ดับไป ทุกสิ่งเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีทุกข์ใดจะอยู่กับเราได้ตลอดไป.. และไม่มีความสุขใดจะคงอยู่ถาวรเช่นกัน.."
จากวันนั้นเจนใช้ชีวิตช้าลง.. มีโอกาสกลับมาดูความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาแต่ละขณะในใจบ่อยขึ้น.. เธอเข้าใจความจริงของชีวิตว่าสิ่งที่ผ่านมาก็ต้องผ่านไป เราจะทุกข์ก็ต่อเมื่อใจของเราฝืนธรรมชาติอยากให้มันเป็นอย่างที่เราต้องการ เธอเรียนรู้ที่จะ "วางใจให้เป็น" เข้าใจธรรมชาติของชีวิตมากขึ้น ชีวิตก็ง่ายขึ้น
หากยาสามัญประจำบ้านมีไว้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางกาย หนังสือสามเล่มนี้ก็เปรียบเสมือนหนังสือสามัญประจำตัวที่สาวน้อยฯ มีไว้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดทางใจ
ตอนนี้สาวน้อยฯ มีคาถาประจำตัวที่มั่นท่องจนขึ้นใจเสมอว่า "สติ สมาธิ และปัญญา" ค่ะ
ป้ายกำกับ: Love Story
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น